KM ในพระพุทธศาสนา
|
ลำดับขั้นความรู้
อนุปุพเพนะ เมธาวี โถกัง โถกัง ขะเณ ชะเณ กัมมาโร ระชะตัสเสวะ นิทธะเม มะละมัดตะโน
ผู้มีปัญญา (ทำกุศลอยู่) คราวละน้อย ๆ ทุก ๆ ขณะโดยลำดับ พึงกำจัดมลทินของคนใต้ เหมือนช่างทอง ปัดเป่าสนิมทองฉะนั้น พุทธวจนะ (จากหนังสือ พระอภิธรรมในชีวิตประจำวัน)
รอยเท้าเหล่าใดเหล่าหนึ่ง แห่งสัตว์ทั้งหลายผู้เที่ยวไปบนแผ่นดิน รอยเท้าเหล้านั้นทั้งหมด ย่อมถึงการประชุมลงในรอยเท้าช้าง แม้ฉันใดดูกร ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย กุศลธรรมเหล่าใดเหล่านั้น กุศลธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมถึงการสงเคราะห์เข้าในอริยสัจจ์สี่ ฉันนั้นเหมือนกันแล พระสารีบุตร (จากหนังสือ ประทีปส่องธรรม)
กสิกรย่อมไขน้ำเข้านา ช่างศรย่อมดัดลูกศร ช่างไม้ย่อมถากไม้ บัณฑิตย่อมฝึกตน
พระกุฬะเถระ (หนังสือ เถระคาถา วาทะอรหันต์ชาย)
ผู้สงบ เว้นจากการทำชั่ว พูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมกำจัดบาปกรรมทั้งหลายได้ เหมือนลมพัดใบไม้ให้ร่วงหล่นไป
พระมหาโกฏฐิตเกระ (หนังสือ เถระคาถา วาทะอรหันต์ชาย)
วิชาในโลกอันนี้เราเคยรู้ เคยเห็น จะเรียนไปถึงที่สุด อะไรไหนก็ตาม มันก็ยังทุกข์ เอาทุกข์ออกจากตัวไม่ได้ นั่นเป็นปัญญาโลกีย์ ละทุกข์ไม่ได้ ไม่พ้นจากทุกข์ ความร่ำรวยเศรษฐี หรือมหาเศรษฐีที่อยู่ในโลกนี้ มันไม่พ้นจากความทุกข์ เพราะเป็นโลกียวิสัย ปัญญาทั้งสองประการนี้ ท่านยก ให้โลกปกครองกันก็อยู่ในโลก วุ่นวายกันอยู่ในโลก ไม่มีทางจบ ถึงแม้จะจนมันก็ทุกข์ ถึงแม้จะรวยแล้วมันก็ยังทุกข์อยู่อีก ไม่พ้นจากทุกข์ ปัญญาโลกุตตระที่จะเกิดขึ้นมาต่อไป เป็นความรู้ของพุทธศาสนา ซึ่งเป็นโลกุตตระ พ้นจากทุกข์ พ้นจากวัฏฏสงสาร จากหนังสือหลวงพ่อชา การปฏิบัติที่ให้พ้นเร็ว
อ่านจิตตนเอง
...อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อนี้ไป ให้อ่านจิตตนเอง... หลวงปู่ดุลย์
ฟังอย่างปราชญ์ นักปฏิบัติต้องยอมรับได้ทุกอย่าง ท่านจะเทศน์ผิด ๆ หรือเทศน์ถูก ๆ ให้ฟัง ก็ฟัง ไม่ต้องแย้ง การผิดหรือถูกนี้ไม่เป็นประมาณ บางทีจิตเราไม่ถึง เราคิดว่าผิดก็ ได้ท่านว่ามันผิด เราเข้าใจว่ามันถูกก็ได้ ฉะนั้น เราต้องยอมรับ ชอบใจหรือไม่ชอบใจ เชื่อหรือไม่เชื่อก็ฟังไป นี่คือ ผู้ฟังเทศน์เกิดปัญญา เพราะในจิตของเรานั้น อัน นี้แหละถูกแล้ว หรือ อันนี้แหละผิดแล้ว มันเป็นสักแต่ว่าความรู้สึก จะถูกหรือผิดจริง ๆ ก็ไม่รู้หรอก เพราะเรายังเป็นคนหลง
หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี
สามในหนึ่ง ปัญญา กับ สมาธิ นี้ เมื่อเราพูดแยกกันออก ก็คล้าย ๆ คนละตัว แต่ความเป็นจริงมันเป็นตัวเดียวกันนั่นเองแหละ ปัญญามันเป็นเครื่องเคลื่อนไหวของสมาธิเท่านั้น มันออกจากจิตอันนี้เอง แต่แยกกันออกไปเป็นคนละลักษณะ เหมือนมะม่วงใบหนึ่ง เมื่อมันเล็กก็ใบนี้ เดี๋ยวมันก็โตขึ้น เดี๋ยวมันก็สุก ก็คือมะม่วงใบเดียวกัน ไม่ใช่คนละใบ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็คือของอันเดียวกัน เหมือนมะม่วงนั่นแหละ เพียงแต่มันเป็นคนละอาการ
หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี
เอา ละ ธรรมะ ก็เหมือนกับทำเลข มันมีวิธีคูณ มีวิธีแบ่ง มีวิธีบวก มีวิธีลบ ถ้าเราคิดได้อย่างนี้ก็จะเป็นคนฉลาด รู้จักกาลรู้จักเวลา ควรลบก็ลบ ควรคูณก็คูณ ควรแบ่งก็แบ่ง ควรรวมก็รวมกันเข้า คูณทุกที ใจคนมันจะตายอยู่แล้ว คือเรื่องไม่รู้จักพอนั่นเอง ไม่รู้จักพอก็เลยไม่รู้จักแก่ คนรู้จักแก่ก็คือ คนรู้จักพอ ถ้าพอแล้ว คำที่ว่า เอาละ มันก็พ้น ขึ้นมา แต่ถ้าไม่พอ คือ คำว่า เอาละ มันไม่พ้นขึ้นมา ก็เอาตะพึด ไม่เคยเหวี่ยง ไม่เคยปลง ไม่เคยวางทั้งสิ้น เอาตลอด ถ้าเราเอาละ มันสบาย มันพอแล้ว
หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี
มัจจุราช เจ้าของไก่
|
|
ระดับการสร้างบุญบารมี ::คลิ๊ก::
|